โทรศัพท์ 1358

เปลี่ยน “ทุนท้องถิ่น” ให้เป็น “รายได้ที่ยั่งยืน” ยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง
เปลี่ยน “ทุนท้องถิ่น” ให้เป็น “รายได้ที่ยั่งยืน” ยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง
จากดอยสูงสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่จับต้องได้จริง เปลี่ยน “ทุนท้องถิ่น” ให้เป็น “รายได้ที่ยั่งยืน” ยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง 📌 “เพราะคุณภาพชีวิตที่ดี... ไม่ควรถูกจำกัดด้วยระยะทาง” 📌“ของดีบนที่สูง” จะเติบโตได้อย่างไร? DC1 พร้อมยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืน 📍เพราะราษฎรในพื้นที่สูงคือหัวใจสำคัญของการพัฒนา ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM CENTER 1) เดินหน้าเต็มกำลังในโครงการ “ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจชุมชน” เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบในท้องถิ่น อาทิ สมุนไพร กาแฟ ผ้าทอ และพืชเมืองหนาว ให้กลายเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้จริง! นำ “9 ปัจจัยการพัฒนา” มาเป็นเข็มทิศขับเคลื่อน ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชนเกษตรกร "250 คน" บนพื้นที่สูง 🏁ปีงบประมาณ 2569 DC 1 ปักหมุดลงพื้นที่สนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสำหรับผู้ประกอบการ เกษตรกร บนพื้นที่สูง จำนวน 250 คน เพื่อพัฒนาให้สามารถดำเนินธุรกิจด้านการบริหาร การตลาด เพื่อการประยุกต์ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพิ่มศักยภาพด้วยการสร้างมาตรฐานเพิ่มผลิตภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มพร้อมเกิดการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นำ 9 ปัจจัยในการพัฒนามาเป็นหลักในการดำเนินการพัฒนา ประกอบด้วย (1)รายได้ (2) กำไร (3) การเติบโต (4) ความรู้ คุณค่าเชิงวัฒนธรรม ความร่วมมือ (5) ผลิตภาพ (6) นวัตกรรม (7) การใช้ทรัพยากรในพื้นที่ (8) การรักษาสิ่งแวดล้อม และ (9) การประหยัดพลังงาน โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระดับ 🔹 ระดับที่ 1: กลุ่มเริ่มก้าว (Starting Step) บ่มเพาะมือใหม่ ค้นหาอัตลักษณ์จากภูมิปัญญา เพื่อเริ่มต้นธุรกิจอย่างมีทิศทาง 🔹 ระดับที่ 2: กลุ่มเสริมความเข้มแข็ง (Strengthening) ติดอาวุธด้วยมาตรฐาน เพิ่มผลิตภาพ และใส่กลยุทธ์การตลาดให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง 🔹 ระดับที่ 3: กลุ่มต่อยอดสู่ความยั่งยืน (Sustaining) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เชื่อมโยงเครือข่าย และมุ่งเน้นนโยบาย BCG Economy เพื่อการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 📍 พื้นที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2569 เรามุ่งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการและราษฎรกว่า 250 คน ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ✅ โครงการฯ บ้านผาแดง อำเภอแม่แตง ✅ โครงการฯ ปางมะโอ อำเภอเชียงดาว ✅ โครงการฯ ห้วยเป้า อำเภอเชียงดาว ✅ โครงการฯ แม่สะลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง ✅ โครงการฯ ห้วยก้างปลา อำเภอแม่จัน ✅ โครงการฯ แม่มะลอ อำเภอแม่แจ่ม ✅ โครงการฯ ปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม ✅ โครงการฯ ปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม ✅ โครงการฯ แม่สะลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง✅ โครงการฯ วาวี อำเภอแม่สรวย หลักสูตรที่ DC 1 นำไปสนับสนุนและให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย อาทิ 🔹การทำผลิตภัณฑ์จากผ้าชนเผ่า 🔹การทำหมอนใบชา 🔹การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตร (เสาวรส เห็ดนางฟ้า กล้วยหอม กาแฟ ฯลฯ) 🔹การย้อมสีฝ้ายธรรมชาติ 🔹การแปรรูปลิตภัณฑ์จากสุมนไพร (สเปรย์สมุนไพรไล่ยุง ยาหม่อง) 🔹การเพิ่มมูลค่ากาแฟขั้นพื้นฐาน (Basic Coffee Roasting & Grinding) การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ไม่ใช่แค่การสร้างอาชีพ แต่คือการลดความเหลื่อมล้ำและวางรากฐานที่มั่นคง เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ จากเราได้ที่: Facebook: https://www.facebook.com/dipromcenter1 Website: https://ipc1.dip.go.th TikTok : https://www.tiktok.com/@dipromdc1
17 เม.ย. 2569
"บริษัท บีบี เบเกอรี่ จำกัด" หนึ่งใน Success Case ที่พิสูจน์แล้วว่า SME ไทยก็ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับธุรกิจได้จริง
"บริษัท บีบี เบเกอรี่ จำกัด" หนึ่งใน Success Case ที่พิสูจน์แล้วว่า SME ไทยก็ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับธุรกิจได้จริง
“บริษัท บีบี เบเกอรี่ จำกัด” ผู้ผลิตขนมปัง เค้ก และคุกกี้ คือหนึ่งใน Success Case ที่พิสูจน์แล้วว่า SME ไทยก็ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับธุรกิจได้จริง 📌ภายใต้โครงการ Smart Factory for Local SMEs Towards Thailand 4.0 Through Regional Integrated SME Promotion (RISMEP) โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับ JICA และ DIPROM CENTER 1 (พื้นที่นำร่อง) 🛎️ บีบี เบเกอรี่ ทำอะไร ภายใต้โครงการ? - ติดตั้ง IoT Sensor นับจำนวนการผลิตแบบ Real-Time - เชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Google Sheet) - เห็นสถานะการผลิตทันที เทียบกับออเดอร์ได้แบบวันต่อวัน 💡 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ✅ วางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น ✅ รองรับออเดอร์ด่วนระหว่างวันได้ดีขึ้น ✅ ลดความผิดพลาดจากการสื่อสาร ✅ ใช้ “ข้อมูล” ตัดสินใจ แทนความรู้สึก ✅ การทำงานคล่องตัวขึ้นทั้งระบบ 🔧 ไม่ใช่แค่ติดตั้งระบบ…แต่มีทีมช่วยทำจริง โครงการนี้มี Support Team คอยช่วยตั้งแต่ออกแบบระบบ ติดตั้ง เขียนโค้ด แก้ปัญหาหน้างาน (OJT) โดยผู้ประกอบการ “ไม่ต้องเริ่มเองคนเดียว” 🎯 สิ่งที่คุณจะได้ - เข้าใจการใช้ IoT ในโรงงานแบบลงมือทำจริง - มีผู้เชี่ยวชาญช่วยพัฒนา - เห็นผลลัพธ์ที่วัดได้ - ปูทางสู่การเป็น Smart Factory อย่างเป็นรูปธรรม 📣 โอกาสกำลังมา! ขณะนี้โครงการกำลังเตรียมเปิดรับสมัคร ปีที่ 2 เร็ว ๆ นี้ ใครที่อยากเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ใช้ข้อมูลบริหารธุรกิจ นี่คือโอกาสที่ไม่ควรพลาด “เริ่มจากเล็ก ๆ แต่สามารถเปลี่ยนทั้งระบบได้จริง” ติดตามความคืบหน้าโครงการได้ที่: ▪️ Facebook: https://www.facebook.com/dipromcenter1 ▪️ Website: https://ipc1.dip.go.th
07 เม.ย. 2569
DIPROM CENTER 1 ปั้นผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความสำเร็จ ชู Design & Innovation ยกระดับวิสาหกิจภาคเหนือตอนบน
DIPROM CENTER 1 ปั้นผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ความสำเร็จ ชู Design & Innovation ยกระดับวิสาหกิจภาคเหนือตอนบน
ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM CENTER 1) ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการภายใต้ “กิจกรรมต่อยอดผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเจาะลึก “รู้ชัด รู้จริง” ณ โรงแรมน้ำทอง น่าน อ.เมือง จ.น่าน พร้อมศึกษาจากกรณีศึกษาความสำเร็จ ณ บายศรีฮาร์ท อ.เมือง จังหวัดแพร่ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 20 คน กิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการวางรากฐาน THE FOUNDATION (Local-Luxe) เริ่มต้นจากการปรับทัศนคติ (Mindset) และวิเคราะห์แนวโน้มตลาด Trends 2026 เพื่อการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต ต่อด้วยกระบวนการทางเทคนิคประกอบด้วย • การถอดรหัส B-O-F-E-R: เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์เดิม • Targeting Analysis & Market Strategy วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึกและวางกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำ • SCAMPER Model เครื่องมือกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมสู่รูปแบบใหม่ • Branding & Look การสร้าง Moodboard เพื่อคุมโทนภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความเป็นสากล นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยี Generative AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ อาทิ การใช้ Gemini ช่วยวิเคราะห์โมเดลธุรกิจ (BMC) และการวางแผนคลังคอนเทนต์ออนไลน์ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ร่วมกับ Google Flow เพื่อสร้างช่องทางการขายและกระตุ้นยอดขายในโลกดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเติมเต็มองค์ความรู้ทั้งด้านศิลปะ นวัตกรรม และเทคโนโลยีในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างจุดเด่นและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนจนสามารถแข่งขันได้ในหลากระดับ นำไปสู่การสร้างอาชีพ รายได้ และกระจายผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ติดตามข่าวสารและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ : ▪️Facebook : https://www.facebook.com/dipromcenter1 ▪️Website : https://ipc1.dip.go.th
02 เม.ย. 2569
DC1 ชูเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปัญหา FOOD LOSS ปั้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสู่ตลาดโลก
DC1 ชูเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปัญหา FOOD LOSS ปั้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสู่ตลาดโลก
ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ดำเนินกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและความงามอัพไซเคิล มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอัพไซเคิล (Upcycled Food) และความงามอัพไซเคิล (Upcycled Beauty) จากวัตถุดิบเหลือใช้ ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตอาหาร และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ที่มีมูลค่าต่ำหรือตกเกรดไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ร่วมกับกระแสนิยมของผู้บริโภคที่ใส่ใจรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม “Vegan” ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาส่วนผสมจากสัตว์ โดยการดำเนินการดังกล่าว สอดรับการปรับรูปแบบธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ทั้งยังมีส่วนช่วยผลักดันการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนหนึ่งในกุญแจสำคัญของนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ผ่านการนำทรัพยากรและวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์ในขั้นแรกไปแล้วนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอีกครั้ง โดยนำกลับมาใช้เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับส่วนเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณขยะจากภาคการผลิตให้เป็นศูนย์ (ZERO WASTE) นอกจากนี้ กิจกรรมนี้ ยังตอบโจทย์การขับเคลื่อนนโยบาย SUSTAINDUSTRY ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 มุ่งเน้นสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยความตระหนักถึงการลดปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเหนือ อาทิ - การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ ที่มีการใช้วัตถุดิบสูงแต่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ส่งผลให้เกิดวัตถุดิบเหลือใช้ (By-Product) และผลผลิตพลอยได้ในปริมาณมาก - ลดวิกฤต Food Loss จากผลผลิตทางการเกษตรตกเกรด เช่น รูปทรง สี หรือขนาดที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ไม่ถูกส่งต่อเพื่อการบริโภค ก่อให้เกิดปัญหา และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง - ผลักดันการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเหนือตอนบน 1 ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน จากการดำเนินกิจกรรมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 25 ล้านบาท และคาดว่ากิจกรรมนี้จะมีส่วนช่วยลดปริมาณวัตถุดิบเหลือใช้ (By-Product) และ Food Loss ที่ต้องนำไปกำจัดในแต่ละปีอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (SROI) สร้างคุณค่าที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ ยิ่งไปกว่านั้นหวังเป็นอย่างยิ่งจากความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมนี้ จะสามารถขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ตื่นตัวเพิ่มขึ้นและสามารถสร้างสายการผลิตผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกแห่งอนาคตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการขยายตัวการดำเนินธุรกิจอันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ขยายตัวสูงขึ้นต่อไป
01 เม.ย. 2569
DIPROM CENTER 1 หารือร่วม Toyota เตรียมแผนนำร่อง  “ DIPROM x TOGETA LOGISTICS SERVICE ” ยกระดับโลจิสติกส์ภาคเหนือ ชูโมเดลใช้รถเที่ยวกลับช่วยลดต้นทุนธุรกิจชุมชน
DIPROM CENTER 1 หารือร่วม Toyota เตรียมแผนนำร่อง “ DIPROM x TOGETA LOGISTICS SERVICE ” ยกระดับโลจิสติกส์ภาคเหนือ ชูโมเดลใช้รถเที่ยวกลับช่วยลดต้นทุนธุรกิจชุมชน
นางสาวจินดา ธนาดำรงค์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM CENTER 1) เดินหน้าหารือความร่วมมือกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำโดย นางสาวธาริณี กาญจนานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เพื่อร่วมวางแนวทางยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผ่านโครงการ “Togeta Logistics Service โตโยต้าขับเคลื่อนธุรกิจชุมชน” การหารือครั้งนี้มุ่งแก้ Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการไทยที่ต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์สูงถึง 15–20% โดยเฉพาะค่าขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ ด้วยแนวคิด “Backhaul Management” หรือการบริหารจัดการเที่ยวรถขากลับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้านขนส่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปิดแนวคิด "เปลี่ยนรถเที่ยวเปล่าให้เป็นโอกาส" หัวใจสำคัญของความร่วมมือ คือการใช้พื้นทที่ว่างในเที่ยวรถขากลับของระบบขนส่งอะไหล่โตโยต้า ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ อาทิ - ลดต้นทุนขนส่ง ที่อาจสูงถึงเกือบ 50% ของต้นทุนโลจิสติกส์ - ยกระดับระบบขนส่งมาตรฐานระดับสากลของภาคเอกชนรายใหญ่ อาทิ ลดความเสียหายของสินค้า (ที่ปัจจุบันพบสูงถึง 17%) และเพิ่มความตรงต่อเวลา - สนับสนุน Green Logistics ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้รถเที่ยวเปล่า ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้ดีพร้อม (DIPROM) ได้จุดประกายโมเดลต้นแบบด้านโลจิสติกส์ ที่สามารถขยายผลเชิงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นการเพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านเส้นทางและต้นทุนขนส่ง เพื่อนำไปพัฒนาโครงการสนับสนุน SMEs ให้ตรงจุดมากขึ้น และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านการขนส่งและอุตสาหกรรมในอนาคต เล็งปักหมุดนำร่อง "ภาคเหนือตอนบน" ทั้งสองหน่วยงานมีแผนความร่วมมือแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ปี 2569–2570 เริ่มจากระยะนำร่อง (Pilot) ในภาคเหนือตอนบน ก่อนขยายทั่วประเทศ 2,500 ราย โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนรวมได้ตั้งแต่ 0.53–330 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนรวมกว่า 8,474 ตัน CO₂ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้มากกว่า 529,594 ต้น สะท้อนศักยภาพของโมเดลโลจิสติกส์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระดับประเทศ จากความร่วมมือที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มุ่งหวังจะให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งผ่านระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์ระดับมาตรฐานโลกผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือที่สนใจ เตรียมติดตามรายละเอียดและโอกาสเข้าร่วมโครงการได้เร็วๆ นี้ ติดตามความคืบหน้าโครงการได้ที่: ▪️ Facebook: https://www.facebook.com/dipromcenter1 ▪️ Website: https://ipc1.dip.go.th
27 มี.ค. 2569
DIPROM CENTER 1 ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน เดินหน้ามาตรการ “ร่วมใจลดใช้ ลดค่าใช้จ่าย” ตั้งเป้าลดไฟฟ้า 20%
DIPROM CENTER 1 ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน เดินหน้ามาตรการ “ร่วมใจลดใช้ ลดค่าใช้จ่าย” ตั้งเป้าลดไฟฟ้า 20%
ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM CENTER 1) ขานรับนโยบายด้านการประหยัดพลังงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เร่งดำเนินมาตรการลดการใช้พลังงานภายในหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจลดใช้ ลดค่าใช้จ่ายในหน่วยงาน” เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านพลังงานในปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ได้กำหนดเป้าหมายการประหยัดพลังงานและทรัพยากรอย่างชัดเจน ได้แก่ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าร้อยละ 20 ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงร้อยละ 10 และลดการใช้น้ำประปาร้อยละ 10 พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติครอบคลุมทั้งด้านการใช้พลังงานในสำนักงาน การบริหารจัดการพื้นที่ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ในด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า ได้กำหนดมาตรการสำคัญ อาทิ การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26–27 องศาเซลเซียส โดยเปิดใช้งานในช่วงเวลา 13.00–16.30 น. การเปิด–ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่กำหนด การรณรงค์ปิดและถอดปลั๊กเพื่อลดพลังงานแฝง (Standby Mode) รวมถึงการปรับลดความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ลงร้อยละ 20 และปิดอุปกรณ์ทันทีเมื่อไม่ใช้งาน ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ ได้ดำเนินการกระชับพื้นที่ปฏิบัติงาน พร้อมส่งเสริมการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home: WFH) ตามความเหมาะสม โดยกำหนดสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 30 เพื่อลดการใช้พลังงานภายในอาคาร และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน ด้านการใช้ยานพาหนะ สนับสนุนการใช้รถร่วมกัน (Carpool) และการวางแผนการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างประหยัด โดยตรวจสอบการรั่วไหลของระบบน้ำอย่างสม่ำเสมอ และรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า โดยศูนย์ฯ ได้ประกาศใช้มาตรการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ในลักษณะการดำเนินการนำร่อง พร้อมติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมต่อไป การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางสถานการณ์ด้านพลังงานที่ท้าทาย
20 มี.ค. 2569
DIPROM CENTER 1 เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาออกแบบอุตสาหกรรม มช.
DIPROM CENTER 1 เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาออกแบบอุตสาหกรรม มช.
DIPROM CENTER 1 เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาออกแบบอุตสาหกรรม มช. ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาภาคเหนือ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 (DIPROM CENTER 1) ให้การต้อนรับคณะนักศึกษาจากหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ ผสานแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 1. ศูนย์อนุรักษ์หัตถกรรมเครื่องเขินภาคเหนือ - ศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการทำเครื่องเขิน ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ของภาคเหนือ นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการผลิต เทคนิคงานหัตถกรรมดั้งเดิม ตลอดจนแนวทางการต่อยอดงานศิลป์พื้นบ้านสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่สามารถตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ 2. ศูนย์เรียนรู้วิถีไผ่ - เพื่อสร้างการรับรู้ศักยภาพอุตสาหกรรมไผ่และงานหัตถกรรมจากไผ่และเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนและผู้ประกอบการ 3. ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (IDC) - เป็นศูนย์ที่ให้บริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยนักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การวิเคราะห์แนวคิด การออกแบบต้นแบบ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ รวมทั้งได้เห็นตัวอย่างการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ กิจกรรมศึกษาดูงานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนให้นักศึกษา ได้เห็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์จากการผสมผสาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เข้ากับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ นอกจากนี้ นักศึกษายังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เกี่ยวกับบทบาทของนักออกแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ตลอดจนแนวทางการนำความรู้ด้านการออกแบบไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือด้านการเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา ที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ให้มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะ และมุมมองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาและการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ #DC1 #DIPROM #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่1 #ศูนย์อนุรักษ์หัตถกรรมเครื่องเขินภาคเหนือ #ศูนย์เรียนรู้วิถีไผ่ #ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ #THAIIDC
16 มี.ค. 2569
ปั้นแบรนด์ให้ดังใน 3 วัน เปลี่ยนร้านธรรมดาให้ยอดพุ่ง ด้วยกลยุทธ์จัดวางที่ลูกค้าไม่เดินออกมือเปล่า
ปั้นแบรนด์ให้ดังใน 3 วัน เปลี่ยนร้านธรรมดาให้ยอดพุ่ง ด้วยกลยุทธ์จัดวางที่ลูกค้าไม่เดินออกมือเปล่า
DIPROM CENTER 1 จัดกิจกรรม “ปั้นแบรนด์ให้ดัง ยอดขายปังด้วยกลยุทธ์ วางเลย์เอาท์ถูกจุด สะดุดตาลูกค้าพร้อมเปย์” พื้นที่จังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 บรรยากาศการอบรมตลอด 3 วันเต็ม อัดแน่นด้วยเนื้อหาเข้มข้นที่ “ลงมือทำจริง คิดจริง วางแผนจริง” ผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่กว่า 35 ราย ได้เรียนรู้ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดแข็งธุรกิจของตนเอง การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจน ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ จาก “ขายของ” สู่ “สร้างแบรนด์ที่ลูกค้าจดจำ” ผู้เข้าอบรมได้ฝึกใช้เครื่องมือสำคัญทางธุรกิจ อาทิ Business Model Canvas เพื่อมองภาพรวมธุรกิจอย่างเป็นระบบ / การกำหนด Customer Persona และค้นหา Customer Insight เชิงลึก / การออกแบบ Value Proposition ให้สินค้ามีคุณค่าเหนือคู่แข่ง / เทคนิค Storytelling ที่ช่วยเปลี่ยนสินค้าให้มีเรื่องราวและความหมาย “ผู้เข้าร่วมหลายกิจการสะท้อนว่า เพียงแค่ปรับวิธีคิดและมุมมอง ก็สามารถเห็น “โอกาสใหม่” ที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน” วางเลย์เอาท์ถูกจุด ยอดขายเพิ่มได้จริง อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การเรียนรู้หลัก Visual Merchandising และเทคนิคการจัดวางสินค้าเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางสินค้าเพื่อดึงสายตา / การใช้ Rule of Three เพิ่มพลังการนำเสนอ / การออกแบบเส้นทางการเดินของลูกค้าในร้าน “ผู้ประกอบการได้ลงมือออกแบบร้านค้าจำลองของตนเอง พร้อมรับคำแนะนำเฉพาะราย จนได้แผนจัดวางสินค้าที่ชัดเจนและสามารนำไปปรับใช้กับร้านจริงเพื่อเพิ่มยอดขายได้ทันที” เข้าใจเส้นทางลูกค้า สร้างประสบการณ์ที่ “ใช่” การทำ Customer Journey Mapping ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจทุกจุดสัมผัสของลูกค้า ตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ ไปจนถึงหลังการขาย พร้อมเรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารและการจัดการหน้าร้านในยุคใหม่ “ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือ “แผนกลยุทธ์การตลาดที่จับต้องได้” ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถนำไปพัฒนาธุรกิจ เพิ่มยอดขาย และยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ได้อย่างยั่งยืน” โครงการนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ DIPROM CENTER 1 ในการผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ เชื่อมโยงศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ สู่ระบบห่วงโซ่มูลค่าที่ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว ตลอดจนสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เตรียมพบกับรุ่นที่ 2 เร็ว ๆ นี้ ความสำเร็จจากรุ่นที่ 1 ในจังหวัดเชียงราย กำลังต่อยอดสู่รุ่นที่ 2 ที่จังหวัดลำพูน เร็ว ๆ นี้ โอกาสในการ “ปั้นแบรนด์ให้ดัง และสร้างยอดขายให้ปัง” กำลังจะกลับมาอีกครั้ง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันในรุ่นต่อไปเน้อเจ้า..........
25 ก.พ. 2569
DIPROM CENTER 1 คัมแบ็กยิ่งใหญ่! ปั้น 25 โมเดลธุรกิจใหม่ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ ในเวที “NEC AI PLUS” พะเยา
DIPROM CENTER 1 คัมแบ็กยิ่งใหญ่! ปั้น 25 โมเดลธุรกิจใหม่ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ ในเวที “NEC AI PLUS” พะเยา
DIPROM CENTER 1 เดินหน้าปั้นผู้ประกอบการยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “สร้างจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ (NEC AI PLUS)” ภายใต้โครงการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการหวนกลับมาจัดหลักสูตร NEC ในพื้นที่จังหวัดพะเยาอีกครั้ง หลังเว้นช่วงกว่า 5 ปี ซึ่งสะท้อนความตั้งใจในการปลุกพลัง ผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ก้าวทันเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดหลักสูตรกว่า 40 ชั่วโมงของการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เข้มข้น ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นผู้ประกอบการ SMEs ทายาทธุรกิจ และฟรีแลนซ์รุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ตั้งแต่แนวคิดผู้ประกอบการยุคดิจิทัล การวิเคราะห์ตลาดด้วย AI การวางแผนธุรกิจ การตลาดดิจิทัล ตลอดจนการใช้เครื่องมือ Data Analytics และ Business Intelligence เพื่อยกระดับการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างแม่นยำ ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรม คือการที่ผู้เข้าร่วมสามารถ พัฒนาแผนธุรกิจจริง (Business Model & Business Plan) โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลัก พร้อมนำเสนอแนวคิดธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญและ Mentor อย่างใกล้ชิด เกิดเป็นไอเดียธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพกว่า 25 แผนธุรกิจ ทั้งด้านสินค้าเกษตรแปรรูป ธุรกิจบริการดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และธุรกิจสร้างสรรค์ ซึ่งหลายแนวคิดได้รับคำแนะนำต่อยอดสู่การจัดตั้ง และขยายธุรกิจจริง กิจกรรมนี้ไม่เพียงให้ความรู้ แต่ยัง สร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าทดลอง และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากเทคโนโลยี AI อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดข้อจำกัดด้านความรู้ เครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นธุรกิจ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของผู้ประกอบการพื้นที่จังหวัดพะเยา ในการสร้างระบบนิเวศผู้ประกอบการยุคใหม่ เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี แหล่งทุน และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถแข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ NEC AI PLUS พะเยา จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมฝึกอบรม แต่คือเวทีจุดประกายผู้ประกอบการยุคใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นในอนาคต กิจกรรม NEC AI PLUS ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภารกิจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ซึ่งมุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทยผ่านกลยุทธ์ “4 ให้ 1 ปฏิรูป” ได้แก่ การให้ทักษะใหม่ การให้เครื่องมือที่ทันสมัย การให้โอกาสโตไกล และการให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน ควบคู่การปฏิรูปองค์กรและระบบบริการให้ทันสมัย กิจกรรมนี้จึงมุ่งเสริมสร้างทักษะใหม่แก่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ผ่านองค์ความรู้ด้านธุรกิจดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้ AI ควบคู่กับการ สนับสนุนให้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการวางแผน พัฒนาธุรกิจ และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การสร้างเครือข่าย ความร่วมมือ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งสะท้อนมิติของการ ให้โอกาสโตไกล และช่วยผลักดันผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ ทั้งนี้ กิจกรรมได้จัดให้มีพิธีปิดการอบรม โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวจินดา ธนาดารงค์ ผู้อานวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม จานวนทั้งสิ้น 46 คน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ผู้เข้ารับการอบรมในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยพะเยา ที่ให้การสนับสนุนสถานที่ตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนการดาเนินกิจกรรม NEC AI PLUS ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี #DC1 #DIPROM #ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่1 #theskill
12 ก.พ. 2569